|

อยากไปเรียนเมืองจีนทำยังไงดี? ไปเรียนเมืองไหนดี ? ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่?
กินอยู่ยังไง?เรียนนานแค่ไหนถึงจะพอพูดได้? ...... คงเป็นคำถามที่คนที่อยากไปเรียนเมือง
จีนสนใจมาก วันนี้ก็เลยขอถือโอกาสเล่าเรื่องนี้สักหน่อย
ระบบการเรียนการสอนเป็นยังไง?
ระบบการเรียนการสอนของจีน แบ่งเป็นระดับประถม 6 ปี มัธยมต้น 3 ปี มัธยมปลาย
3 ปี ปริญญาตรี 4 ปี ปริญญาโท 2 - 3 ปี และปริญญาเอก 3-4 ปี (ในสาขาวิชาชีพเฉพาะ
อาจใช้เวลามากขึ้น) โดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่างๆ เปิดสอนหลักสูตรภาษาจีนสำหรับชาว
ต่างชาติมากขึ้น นักศึกษาต่างชาติ (รวมทั้งนักศึกษาไทย) ที่ไปเรียนที่ประเทศจีนส่วนใหญ่
มักจะไปเรียนหลักสูตรภาษาจีน โดยมีส่วนน้อยที่เข้าศึกษาในระดับปริญญา
ไปเรียนเมืองไหนดี? เลือกเรียนที่ไหนดี?
สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนภาษาจีนกลางนั้น มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในเมืองจีนจะเปิด
หลักสูตรภาษาจีนกลางสำหรับชาวต่างชาติ โดยจะเชิญอาจารย์ที่พูดภาษาจีนกลางสำเนียง
มาตรฐานมาสอนกัน แต่สภาพแวดล้อมก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะแต่ละท้องถิ่นของจีน
ผู้คนมักจะมีภาษาหรือสำเนียงพูดของตนเองกรุงปักกิ่งจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความ
นิยมที่สุด เพราะคนปักกิ่งพูดภาษาจีนกลาง ทำให้ไม่ว่านักศึกษาไปที่ใดก็สามารถฝึกฝน
ภาษาจีนกลางได้ตลอด
นอกจากคำนึงถึงเรื่องภาษาและสำเนียงแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่ผู้เรียนจะต้องพิจารณา
คือ เรื่องสภาพอากาศและสุขภาพของตัวผู้เรียนเอง เพราะประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่
เมืองทางภาคเหนือกับภาคใต้จะมีสภาพอากาศที่แตกต่างกัน ทางเหนือ ฤดูหนาวจะหนาว
จัด และอากาศแห้ง ส่วนทางใต้ อากาศหนาวน้อยกว่าและชื้นกว่า หลายคนอาจสงสัยว่า
ทำไมต้องคำนึงถึงเรื่องสภาพอากาศมากขนาดนี้ คงเพราะหากผู้เรียนทนสภาพอากาศ
ไม่ไหว เกิดป่วยไข้ขึ้นมา ก็จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการเรียนเป็นอย่างมาก
นักศึกษาไทยส่วนใหญ่นิยมไปเรียนที่ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางตุ้ง (กว่างโจว) ซัวเถา เป็นต้น
หลังจากที่เลือกเมืองที่เรียนได้แล้ว ว่าจะไปอยู่ทางภาคเหนือหรือทางภาคใต้
ก็สามารถติดต่อกับสถาบันหรือหน่วยงานที่สามารถติดต่อกับมหาวิทยาลัยในเมือง
จีนได้ หรือเข้าไปหาข้อมูลได้เองทางอินเตอร์เน็ตซึ่งมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะมี
เว็บไซท์ให้เข้าไปค้นหาข้อมูลได้ โดยผู้เรียนสามารถสมัครได้โดยตรงทางอินเตอร์เน็ต
หรือทางไปรษณีย์
สิ่งที่ผู้เรียนควรคำนึงถึงในการเลือกที่เรียน คือ เรื่องหลักสูตรและวิชาที่เปิดสอน
เช่น มีสอนวิชาอะไรบ้างมีวิชาเลือกมากไหม (เช่น วิชาการอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสาร
วิชาภาษาธุรกิจ วิชาการออกเสียงภาษาจีนที่ถูกต้อง วิชาการดูภาพยนตร์ วิชาเกี่ยวกับ
วัฒนธรรม เป็นต้น) มีกิจกรรมเสริมอะไรบ้าง (เช่น สอนวาดภาพจีนเขียนอักษรด้วย
พู่กันจีน รำมวยไทเก็ก ดนตรีจีน มีพาไปทัศนศึกษานอกสถานที่หรือตามเมืองต่างๆ ไหม)
สภาพหอพักเป็นยังไง มี
สาธารณูปโภคต่างๆ ไหม (โรงอาหาร ห้องสมุด ร้านหนังสือ)
สภาพแวดล้อมรอบๆมหาวิทยาลัยเป็นยังไง มีนักศึกษาไทยเรียนมากไหม เพราะหากจับ
กลุ่มกับนักศึกษาไทย โอกาสในการใช้ภาษาจีนก็จะลดลง
ไปเรียนเมื่อไหร่ดี? ต้องเรียนนานแค่ไหน?
การเรียนในประเทศจีน 1 ปี แบ่งออกเป็น 2 เทอม (เทอมละ 18 - 20 สัปดาห์)
ช่วงเวลาเปิด-ปิดเทอมจะต่างจากเมืองไทย คือ เทอมต้น ระหว่างต้นเดือนกันยายน -
ปลายเดือนมกราคม (หรือต้นเดือนกุมภาพันธ์) เทอมปลายระหว่างปลายเดือนกุมภาพันธ์
(หรือต้นเดือนมีนาคม) - ปลายเดือนมิถุนายน (หรือต้นเดือนกรกฎาคม) อยากจะแนะนำ
ให้ไปเรียนในช่วงเทอมแรกมากกว่า เพราะเริ่มต้นเรียนพร้อมกับนักศึกษาอื่นๆ นอกจากนี้
ช่วงเปิดเทอมหนึ่งยังเป็นฤดูใบไม้ร่วง อากาศจะเย็นสบาย จากนั้นก็จะหนาวลงเรื่อยๆ
จนกระทั่งหนาวจัดในช่วงปิดเทอม หากมาเรียนในเทอมหลัง จะต้องมาเผชิญกับอากาศ
ที่หนาวจัด อาจจะปรับตัวไม่ทัน ยิ่งถ้าเป็นคนขี้เหงาด้วยแล้วจะยิ่งคิดถึงบ้านเข้าไปอีก
มีผู้ปกครองหลายท่านอยากจะส่งลูกหลานไปแต่เล็กๆ เพื่อว่าจะได้พูดได้เหมือนเจ้า
ของภาษา โดยปกติแล้วมหาวิทยาลัยในเมืองจีนจะรับสมัครนักศึกษาต่างชาติที่จบม.ปลาย
หรืออายุ 18 ปีขึ้นไปเข้าไปเรียนในหลักสูตรภาษาจีนกลาง ดังนั้น หากเป็นเด็กจึงจำเป็น
ต้องติดต่อผ่านทางสถาบันหรือโรงเรียนจีนซึ่งจัดหลักสูตรระยะสั้นหรือหลักสูตรภาคฤดูร้อน
การจะเรียนภาษาจีนให้ได้ผลนั้น จะเรียนนานแค่ไหน ขึ้นกับพื้นฐานภาษาจีนของผู้เรียน
แต่โดยปกติควรเรียนประมาณ 1 2 ปี
ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่?
ค่าครองชีพในเมืองใหญ่ ๆ ของจีน อย่าง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ จะค่อนข้างสูง โดยมีค่า
ใช้จ่ายหลักๆ ดังนี้
รายการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ |
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ |
ค่าตั๋วเครื่องบิน (ไป-กลับ) |
15,000 20,000 บาท |
ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า |
1000 บาท |
ค่าลงทะเบียน |
20 50 US $ |
ค่าเรียน (เทอม) |
1,300 1,600 US $ |
ค่าหนังสือ (เทอม) |
20 50 US $ |
ค่าที่พัก (เดือน) |
90 360 US $ |
ค่าอาหาร (มื้อ) |
3 20 หยวน |
กินอยู่ยังไง?
ปกติมหาวิทยาลัยจะจัดหอพักไว้ให้สำหรับนักศึกษาต่างชาติโดยเฉพาะ ซึ่งราคา
จะแตกต่างกันไปขึ้นกับสภาพของห้องพัก เช่น ห้องคู่ (ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำรวม ห้องครัวรวม)
จะตกประมาณ3 4.5 US $ /คืน ห้องเดี่ยว (ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำรวม ห้องครัวรวม)
ประมาณ 7 - 9 US $ /คืนเป็นต้น ซึ่งต้องแจ้งกับทางมหาวิทยาลัยล่วงหน้าตั้งแต่ตอนส่ง
ใบสมัคร
แต่ในปัจจุบันมีนักศึกษาต่างชาติเข้าไปศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ มากขึ้น จนบางแห่ง
มีที่พักไม่
เพียงพอจึงอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติออกมาเช่าบ้านของชาวจีนได้ ซึ่งราคาก็
แตกต่างกันไปขึ้นกับจำนวนห้องนอนทำเลที่ตั้ง และสภาพห้องพัก โดยตกประมาณ
1,500 4,500 หยวน/เดือน
เรื่องอาหารการกินนั้น หากทานในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยราคาค่อนข้างประหยัด
ตกมื้อละ 3 10 หยวน แต่หากเบื่ออาหารในโรงอาหาร การไปทานอาหารตามร้านอาหาร
ต่างๆก็เป็นที่นิยมของนักศึกษาต่างชาติเช่นกัน เพราะราคาก็ไม่แพงนัก ตามเมืองใหญ่ ๆ
อาหารต่างชาติ อย่าง อาหารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น อาหารไทย อาหารฝรั่งเศส ก็หาทานได้
ไม่ยาก สำหรับคนที่ชอบทานอาหารฟาสฟูดส์ ( อาหารจานด่วน ) ร้านอาหารประเภทนี้มี
กระจายอยู่ทั่วไป ราคาอาหารจานด่วนใกล้เคียงหรือไม่ก็แพงกว่าที่บ้านเราเล็กน้อย นอกจาก
นี้ยังมีรายการอาหารที่จัดทำเฉพาะสำหรับเมืองจีน เช่น ในร้านเคเอฟซี จะมีข้าวโพดต้ม
โจ๊กฟักทองหรือเป็ดปักกิ่ง เป็นต้น
อีกทางเลือกหนึ่งของนักศึกษาต่างชาติ คือ ทำอาหารทานเอง หรือทำรวมกันทานกับ
เพื่อนๆซึ่งทั้งถูกปากและถูกสตางค์เป็นอย่างมาก
การขอวีซ่าและการตรวจสุขภาพยุ่งยากไหม?
หลังจากที่ผู้เรียนได้ส่งใบสมัครไปยังมหาวิทยาลัยที่ต้องการไปศึกษาเรียบร้อยแล้วหาก
ผู้เรียนมีคุณสมบัติครบตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดและส่งเอกสารครบถ้วน ทางมหาวิทยาลัย
จะส่งเอกสารตอบรับการเข้าศึกษาต่อ และเอกสาร JW 202 (สำหรับนักศึกษาที่สมัครเรียน
ในหลักสูตรระยะยาว ( 1 ปีขึ้นไป)จะได้รับเอกสารการตรวจร่างกายของสาธารณรัฐประชาชน
จีนจากทางมหาวิทยาลัยด้วย)
นักศึกษาที่สมัครเรียนในหลักสูตรระยะยาวจำเป็นต้องตรวจร่างกายให้เรียบร้อย
โดยต้องตรวจร่างกายที่ โรงพยาบาลของรัฐ และต้องใช้เอกสารการตรวจร่างกาย
ของสาธารณรัฐประชาชนจีนเท่านั้น เพราะมีการตรวจเพิ่มเติมจากการตรวจเพื่อไป
ศึกษาต่อทั่วไปหลายรายการ(อย่าลืมติดรูปถ่ายในเอกสารการตรวจร่างกายและให้ทาง
โรงพยาบาลประทับตราโรงพยาบาลบนภาพถ่ายด้วย)
การขอวีซ่าสามารถทำได้โดยการกรอกแบบฟอร์มการขอวีซ่าและเตรียมเอกสารต่างๆ
ให้พร้อมได้แก่
1. เอกสาร JW 202
2. แบบฟอร์มการขอวีซ่า
3. รูปถ่าย 2 นิ้ว 1 ใบ
4. ค่าธรรมเนียม 1000 บาท
5. เอกสารการตรวจร่างกายทั้งหมด (สำหรับผู้สมัครในหลักสูตรระยะยาว) เพื่อทำวีซ่า
ประเภทX (วีซ่านักเรียน)แล้วนำไปยื่นขอที่สถานทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ถ.รัชดาภิเษก
โดยใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 1 สัปดาห์
ต้องเตรียมตัวยังไง? ควรเตรียมอะไรไปบ้าง?
หลังจากที่สมัครและจัดการเรื่องวีซ่าเรียบร้อยแล้วก็ควรกำหนดวันเวลาเดินทางที่
แน่นอนผู้เรียนควรไปถึงในช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด ไม่ควรไปก่อนช่วงเวลานั้น
เพราะส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยจะยังไม่จัดหาที่พักไว้ให้
สิ่งที่ต้องเตรียมไปด้วยนั้น ขอเตือนบางอย่าง ดังนี้
1. อย่าลืมนำต้นฉบับเอกสารการตรวจร่างกาย ฟิล์มเอกซเรย์ปอดและผลการตรวจ
คลื่นหัวใจติดตัวไปมหาวิทยาลัยด้วย เพราะมิฉะนั้นต้องตรวจร่างกายใหม่อีก
2. อากาศที่เมืองจีนจะหนาวและแห้งมากๆๆ ควรเตรียมครีมทาผิว สำหรับผิว
แห้งมากไปด้วย
3. เสื้อผ้าหน้าหนาวไม่ต้องเตรียมไปมาก เพราะที่เมืองจีนมีขาย ราคาก็ถูกกว่า
มีให้เลือกหลากหลายกว่า
4. สำหรับคนที่ทานอาหารยากหรือห่างอาหารไทยไม่ได้ อาจจะเตรียมอาหาร
สำเร็จรูป เครื่องปรุงไปสักหน่อย
5. พจนานุกรม จีน-ไทย ไทย-จีน (สำคัญมาก อย่าคิดว่าหนักแล้วจะไม่เอาไป
เด็ดขาด ถ้าภาษาอังกฤษไม่แข็งอาจพกพจนานุกรม อังกฤษ-ไทยไปด้วยก็ได้)
6. หนังสืออ่านแก้เหงา
7. เงินติดกระเป๋า (ข้อนี้สำคัญที่สุด)
การเดินทางไปประเทศจีน ปัจจุบันมีเพียง 2 สายการบินที่บินตรงจากกรุงเทพฯ
ไปปักกิ่งคือ การบินไทยและ การบินจีน ( Air China ) ต้องดูวันและเวลาเดินทางให้ดี
เพราะการบินจีนจะออกเดินทางตอนตี 1 ครึ่ง ต้องไปถึงก่อนวันที่หน้าตั๋ว 1 วัน
ไปถึงเมืองจีนแล้วทำยังไง?
เมื่อไปถึงสนามบิน หากจะให้มหาวิทยาลัยส่งรถไปรับต้องติดต่อล่วงหน้า
แต่ถ้ามีที่อยู่ของมหาวิทยาลัยอยากจะลองลุยดูเองตั้งแต่วันแรกก็สามารถเรียกรถ
แท็กซี่ไปเองได้
เมื่อจัดแจงเรื่องที่พักเสร็จ ก็ไปลงทะเบียนเรียนได้ ทางมหาวิทยาลัยจะจัด
สอบวัดระดับความรู้ภาษาจีนและแบ่งชั้นเรียน โดยผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเตรียม
สำหรับการสอบครั้งนี้เป็นพิเศษแต่อย่างใดเพราะเป็นการวัดระดับความรู้ที่แท้จริง
ของผู้เรียนเอง หากไม่มีพื้นฐานมาก่อนเลยก็เริ่มเรียนตั้งแต่ชั้นต้น อาจารย์ที่สอน
ในระดับนี้มักจะพูดภาษาอังกฤษได้ ส่วนระดับชั้นอื่นๆ อาจารย์จะใช้ภาษาจีนสอน
เป็นหลัก
ตำราเรียนในระดับต้นกับระดับกลาง จะเป็นตำราสองภาษา คือ มีแปลเป็น
ภาษาอังกฤษด้วยส่วนระดับสูงมักจะเป็นภาษาจีนล้วน ไหนๆ ก็ไปถึงเมืองจีนแล้ว
ไม่ควรหมกตัวอยู่แต่ในห้องพักหรือคบกับแต่เพื่อนคนไทยควรจะได้ไปเที่ยวตาม
สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ (ทั้งที่ไปกับมหาวิทยาลัยหรือไปเที่ยวเองกับเพื่อนก็ตาม)
คบเพื่อนต่างชาติ ที่สำคัญอีกอย่างคือ ถ้าอยู่ในห้องก็ดูรายการโทรทัศน์เพื่อฝึก
การฟังไปด้วย
(โปรดติดตามอ่านบทความแนะนำมหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆของ
นักศึกษาในกรุงปักกิ่งที่เขียนมาเล่าเรื่องราวของตนให้อ่านกันอย่างถึงแก่น
คอยติดตามอ่านต่อไปได้ทาง www.OKLS.net )
|