ฤดูใบไม้ผลิแห่งรัก (รักเรียน)

ฉัตรวัชระ เสนะบุตร์

ตอนที่ ๑ จุดเริ่มต้น


          การศึกษามิใช่จะสำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น หากแต่เป็นการสร้างสมองค์ความรู้ที่ควบคู่ไปด้วยการสร้างคุณงามความดี อันมีจุดเริ่มต้นจากครอบครัว ครูอาจารย์ ตลอดถึงผู้รู้ เพราะมวลความรู้ที่หลากหลายนั้นมีอยู่ในแหล่งเรียนรู้ต่างๆ รอบตัวเรา ซึ่งความรู้บางอย่างไม่อาจเรียนรู้ได้ในห้องเรียน นอกห้องเรียนก็มีสถานที่สำคัญต่างๆ ที่ทรงคุณค่าแก่การศึกษาทางศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง ตลอดจนการดำเนินชีวิตของคนในสังคม เป็นต้น ซึ่งบางอย่างอาจมีชีวิตสามารถจับต้องได้ หรือบางอย่างเป็นวัตถุที่จัดแสดง สัมผัสได้เพียงการมอง การอ่าน ซึ่งความรู้เหล่านี้เราต้องพยายามแสวงหาและเรียนรู้ด้วยตนเอง

          การเรียนภาษาในโรงเรียน ครูเป็นเพียงผู้แนะนำเทคนิค วิธีการ นำปฏิบัติจนเราเกิดทักษะระดับต้น คุณครูเองก็มักจะแสวงหาข้อมูลใหม่ๆ มาถ่ายทอดแก่นักเรียนเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่สมควรยกย่องและชื่นชม หากเราจะเป็นเลิศได้ต้องหมั่นศึกษาเรียนรู้ โดยมีพ่อแม่ผู้ปกครองสนับสนุน พี่น้อง เพื่อนๆ ช่วยคิดช่วยค้น ตัวเรารวบรวมแลกเปลี่ยนถ่ายทอดข้อมูลซึ่งกันและกันกับเพื่อน ๆ เมื่อสงสัยก็สอบถามคุณครู ครูจะดีใจมากเมื่อรู้ว่าศิษย์ของตนรู้จักแสวงหา คุณครูมักจะนิยมศิษย์แบบนี้ และจะพยายามถ่ายทอดให้ศิษย์เท่าที่จะมากได้ เพื่อให้ศิษย์ของตนมีความรู้ความสามารถและประสบความสำเร็จ

          เพราะเราเชื่อว่าการเรียนภาษาไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน คราวนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องออกเผชิญโลกกว้างด้ยตนเองโดยไม่มีเพื่อน คนใกล้ชิดที่รู้จัก และต้องห่างไกลพ่อแม่ผู้ปกครองลัดฟ้าตามปรารถนาถึง “ปักกิ่ง” เพื่อหาความรู้ หาประสบการณ์ตามแรงปรารถนาของตน ทำอย่างไรล่ะ เพราะยังไม่รู้จักใครเลย และจะเริ่มต้นอย่างไร?

งั้น...เริ่มต้นที่นี่ ที่ “ปักกิ่ง”

ตอนที่ ๒     ฤดูใบไม้ผลิกับความรู้ที่ผลิบาน
          ฤดูใบไม้ผลิเปรียบดั่งสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้น เริ่มต้นเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ที่ไร้พรมแดน โดยมีวิธีการเรียนรู้อย่างบัณฑิตผู้ใฝ่รู้ผู้แสวงหา



ดอกไม้แย้มบาน ณ กรุงปักกิ่ง


           เมื่อเรารู้จักตนเองพอสมควรแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องเรียนรู้ชนชาติอื่น วัฒนธรรมอื่น  เพื่อจะได้สื่อสารกับพวกเขาได้ เข้าใจแนวคิด ปรัชญาของพวกเขา โดยภาษาและวัฒนธรรมหาใช่กำแพงกางกั้นการเรียนรู้ไม่

          การเรียนรู้ภาษาเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ทุกแขนงวิชาที่เราสนใจ เมื่อเรียนแล้วเราจะนำไปใช้อย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของเราเอง อาทิ เรียนภาษาเพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน การประกอบการค้า เป็นต้น

           เป็นที่ยอมรับกันว่า ปัจจุบันเป็นยุคแห่งการสื่อสารและเทคโนโลยีไร้พรมแดน ฉะนั้น การสื่อสาร คือ ทักษะการใช้ภาษาซึ่งประกอบด้วย ทักษะ ๔ ด้านที่สำคัญ ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน    ดังนั้น ผู้ที่มีทักษะการใช้ภาษาจึงได้เปรียบผู้อื่นเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความสามารถทางภาษามากกว่า ๒ ภาษา

          สถานศึกษาในปัจจุบัน ตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษาได้ตระหนักถึงการเรียนรู้ภาษามากกว่า ๒ ภาษาแล้ว อีกทั้งยังได้มีนโยบายขยายการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศหลายภาษา โดยจัดหลักสูตรการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับพื้นฐานถึงระดับสูง

          ภาษาจีนเป็นภาษาหนึ่งที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งยังมีการใช้ภาษาจีนกันอย่างแพร่หลายในภาคธุรกิจ การค้า ภาคอุตสาหกรรม ตลอดถึงการเจรจาแลกเปลี่ยนในระดับรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ อาทิ การแลกเปลี่ยนนักศึกษาไทย-จีน การแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อความร่วมมือในระดับทวิภาคี

          ภาษาจีนมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่โบราณมากกว่า ๓,๐๐๐ ปี ชาวจีนเริ่มเรียนรู้จากการสังเกตธรรมชาติรอบตัว แล้วมาลากเส้น ขีดเขียนลวดลายกลายเป็นรูปภาพ สัญลักษณ์ สุดท้ายกลายเป็นอักษรที่สามารถสื่อความหมายได้อย่างที่เราท่านใช้กันอยู่ในปัจจุบัน


เรียนเขียนอักษรพู่กันจีน


          อักษรจีนมีเอกลักษณ์ในตัวเอง ลายเส้นที่พลิ้วไหวมีชีวิต ทั้งยังมีรูปแบบที่พัฒนาจาก ภาพวาด ภาพเขียน กลายเป็นตัวอักษรจำนวนมาก จากหนังสือ วาดคำจีน ของอาจารย์จิตรลดา  โลจนาทร ได้กล่าวถึงวิวัฒนาการของอักษรจีนตั้งแต่ยุคแรกที่แกะสลักไว้บนกระดองเต่าและกระดูกสัตว์ ได้สะท้อนออกมาว่า “หนึ่งเส้นสาย หนึ่งที่มา หนึ่งอักษร...สะท้อนชนชาติจีน” ซึ่งเป็นการค้นคิดวิธีการสื่อสารอย่างชาญฉลาด ทำให้ผู้คนสื่อสารกันได้ และเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก

เรียนวาดภาพพู่กันจีน


          เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เราไม่รู้จักจีน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งที่เราได้สัมผัสและรู้จัก ทั้งภาษาจีนและวัฒนธรรมจีนที่สะท้อนออกมาจากสื่อต่างๆ อาทิ บทภาพยนตร์ บทโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ หรือแม้แต่ของเด็กเล่น นับได้ว่าเราเองแวดล้อมด้วยสื่อและสิ่งของที่ผลิตจากจีน ดังนั้น การรู้จักผู้อื่นดีพอก็จะทำให้เราได้พัฒนาศักยภาพของตัวเราในด้านต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ก็จะสามารถเปรียบเทียบ หรือวิเคราะห์ความเหมือนความต่างได้ หาข้อดีข้อเสีย หรือนำบางสิ่งบางอย่างที่เหมาะสมมาปรับใช้กับสังคมของเรา จนเราสามารถสร้างเสริมวัฒนธรรมของตนเองให้เข้มแข็งขึ้นได้


เรียนการถักเชือกแบบจีน


ตอนที่ ๓ ปักกิ่งกับการเริ่มต้น
          เราล้วนมีเหตุผลที่แตกต่างกันในการเลือกเรียนภาษาจีน แต่เหตุผลที่น่าใคร่ครวญคือ ประเทศจีนกำลังเจริญเติบโต  ขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นประเทศที่มีบทบาทในระดับภูมิภาคและระดับโลกมาขึ้นเป็นลำดับ ทั้งยังอยู่ในภูมิภาคเดียวกันกับประเทศไทยด้วย ในระดับภาครัฐเองก็มีความสัมพันธ์อันดีทางการทูต สำหรับภาคเอกชน ก็มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนทางการค้า ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่


          ส่วนระดับประชาชนก็มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับชาวจีนโดยเฉพาะชาวจีนที่มีถิ่นพำนักในประเทศไทย อาทิ ด้านประเพณีวัฒนธรรม ธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งชาวไทยและชาวจีนต่างก็มีปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนกันในชุมชน


การฟังและการพูด
          มีผู้คนตั้งข้อสงสัยมากมายว่า ทำไมเราต้องเลือกเรียนภาษาจีน และทำไมต้องมาเรียนที่เมืองจีน           แน่นอนว่าทุกคนมาเรียนภาษาย่อมต้องการความรู้ทางภาษากลับไป อาทิ คำศัพท์ ไวยากรณ์ รูปประโยค อรรถรสทางภาษา หรือทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน ไม่ว่าจะเป็นภาษาใดๆ ในโลกล้วนแต่มีหลักอย่างนี้ โดยเริ่มต้นจากการหัดฟังคำศัพท์ง่ายๆ หัดพูดคำทักทายประโยคที่ยังไม่ซับซ้อน จากนั้นจึงค่อยๆ พัฒนาไปสู่กระบวนการอ่านและการเขียนตามลำดับ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ การศึกษาต้องใช้เวลาอย่างตั้งใจมุ่งมั่น  เรียนแบบสะสม หมั่นทบทวนทำการบ้าน ฝึกพูด สนทนา และเรามีพื้นฐานติดตัวมาบ้างจากประเทศไทย ดังนั้น เมื่อมาปักกิ่งเราจึงมีความมั่นใจพอสมควร

          หากเราตอบตัวเองได้ว่า เรามีจุดประสงค์อย่างไรที่จะมาเรียนที่เมืองจีนก็ตัดสินใจได้เลย ที่สำคัญคือเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมซ้อมให้ดี ก็สามารถขึ้นเวทีสนทนาภาษาจีนได้อย่างมั่นใจ ใครหมั่นพูดหมั่นฟัง ก็จะมีชั้นเชิงในการเจรจาต่อรอง ยิ่งใครประสบความสำเร็จในการต่อรองราคากับแม่ค้าได้ ถือว่าเป็นผู้มีฝีปากเป็นเยี่ยม

          ก่อนที่เราจะพูดเก่ง ก็จำเป็นต้องจดจำคำศัพท์ที่มีมากมายให้ได้ ซึ่งคำแต่ละคำก็อาจใช้ต่างกรรมต่างวาระ ต้องรู้กาลเทศะ รู้ระดับของบุคคล ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ระดับของภาษา จากคำศัพท์พื้นฐาน และ ประโยคทักทายง่ายๆ ที่เราใช้บ่อย เมื่อคุ้นเคยจะสามารถสร้างความมั่นใจให้เราได้เป็นอย่างดี

          ด้านการฟัง หากเราต้องการพูดให้ได้สำเนียงใกล้เคียงเจ้าของภาษา วิธีที่ได้ผลที่สุดคือ การฟังเจ้าของภาษาพูด การฟังต้องใช้สมาธิ จดจำและสังเกต จำทีละเล็กละน้อยค่อยๆ ปะติดปะต่อจากประโยคคำพูดง่ายๆ พัฒนาเป็นรูปประโยคที่ซับซ้อนมากขึ้น การมีสมาธิในการฟัง นอกจากจะฝึกให้เราใช้ภาษาพูดได้ดีแล้ว ยังทำให้เราจับใจความและวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ได้ 

 

หัดทำเกี๊ยวจีน


การอ่านคู่การเขียน
          การฝึกเขียนภาษาจีน โดยการฝึกเขียนตามลำดับขีดก่อนหลัง เส้นหนักหรือเบาตามลักษณะของลายเส้น หรือการคัดลายมือจะทำให้เราเกิดสมาธิ เพราะต้องรู้การวางน้ำหนักของมือ และ การขีดตามลำดับ ซ้ายขวาหน้าหลังบนลงล่าง เป็นต้น พร้อมๆ กันนั้นเราก็อ่านออกเสียงอักษรในขณะที่เราลงมือเขียนไปด้วย หรืออาจฝึกสะกดอักษร ตามระบบการถอดเสียงอ่านที่เราเรียกว่า “พินอิน” ประกอบการสังเกตและจดจำลักษณะของอักษรเป็นภาพ จะช่วยทำให้จำคำศัพท์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ตลอดทั้งช่วยฝึกการออกเสียง เมื่อนำคำศัพท์เหล่านั้นมาเรียงเป็นรูปประโยคก็จะช่วยให้เราเริ่มเขียนเป็นประโยคง่ายๆ ได้ก่อน จากนั้น พัฒนาควบคู่ไปกับการฟัง เพื่อจับใจความ ฟังสำเนียง น้ำหนักของคำและประโยค ทำให้เราฝึกพูดได้ด้วย จำอักษรได้ดี และพัฒนาสู่กระบวนการอ่าน

          เห็นมั้ยครับ เราก็เริ่มเก่งภาษาจีนเป็นลำดับจากที่ไม่เคยรู้จักก็เพิ่มพูนทักษะไปเรื่อยๆ เริ่มจากการอ่านทีละคำช้าๆ อ่านไม่ออกก็ขีดเส้นใต้ไว้แล้วถามผู้รู้ ครู อาจารย์ หรือค้นหาความหมายจากพจนานุกรม ก็ยิ่งเพิ่มพูนคำศัพท์ใหม่ๆ เมื่อพูดคล่องตามภาษาพูด และเริ่มอ่านได้จากทีละตัว พัฒนาสู่การอ่านเป็นรูปประโยค สู่บทความสั้นๆ แล้วแปลความหมายที่ซับซ้อนได้ และพัฒนาอย่างรวดเร็วตามกระบวนทักษะทางภาษา ฟัง พูด อ่าน เขียน


พวกเราไม่ได้เรียนอย่างเดียวนะครับ ยังได้ฝึกมวยจีนและหัดตีปิงปองด้วย


          คราวนี้เราต้องหัดเขียนบันทึกประจำวันเป็นภาษาจีน ลองดู แรกๆ อาจถูกบ้างผิดบ้าง ไม่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ทั้งหมด ซึ่งเจ้าของภาษาหรือผู้รู้ได้มาอ่านแล้ว อาจอมยิ้มและหัวเราะ หึหึ ซึ่งนั่นแสดงว่าเจ้าของภาษาพึงพอใจ และท่านเหล่านั้นก็อาจถามหาความหมายจากเรา เมื่อเราอธิบายความไปตามความหมาย แสดงความรู้สึก อารมณ์ใดๆ ของเรา ท่านก็จะแนะนำต่อไปได้ว่า ต้องแก้ไขอย่างไร หรือใช้คำใดจึงจะถูกต้องเหมาะสม




เยี่ยมชมโรงเรียนมัธยมศึกษาของปักกิ่ง ร่วมกิจกรรมกับนักเรียนจีน


          หากเรายังไม่พร้อมที่จะถามครูก็อาจถามเพื่อนหรือชาวจีนที่คุ้นเคยในสถาบัน เช่น อาจถามพนักงานขาย หรือพนักงานรักษาความปลอดภัยที่หอพักของเรา เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นเจ้าของภาษา และ เรียนมามากกว่าเรา หรืออาจจะถามนักเรียนจีนซึ่งเขาใช้ภาษามากกว่าเรา และมีประสบการณ์ทางภาษาที่ดีเยี่ยม จากนั้นนำรูประโยคหรือความเรียงที่เราแต่งแล้ว มั่นใจแล้วไปให้คุณครูได้อ่าน คราวนี้จะรู้แน่ชัดเลยว่า ผิดหรือถูก แถมได้ความรู้กลับมาเต็มกระเป๋า ลองดูนะจะได้ครบตามกระบวนการ ฟัง พูด อ่าน เขียน และจินตนาการตามความคิดของตนเอง จำไว้ว่าผิดนั้นเราแก้ไขได้ และยังมีคุณครูยินดีช่วยเรา เช่นนี้ภาษาจีนของเราก็จะพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ สามารถตะลุยโลกกว้างได้อย่างอิ่มเอมลองดูนะ



ร่วมแข่งกีฬาสีกับนักเรียนต่างชาติ

 

ทัศนศึกษา : เปิดประตูสู่โลกกว้าง
          ถึงตรงนี้แล้ว เราคงตอบคำถามตัวเองได้ว่า เรามีจุดประสงค์อย่างไรที่มาเรียนภาษาจีนที่ปักกิ่ง และสิ่งที่เราจะได้เรียนเพิ่มเติมจากการเรียนรู้ภาษา คือการทัศนศึกษา  ออกไปสัมผัสสถานที่จริง เผชิญเหตุการณ์จริง โดยมีบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากกลุ่มเพื่อนของเรา จากประสบการณ์ที่เราสนทนาพูดคุยกับเพื่อนๆ คราวนี้เราต้องออกมาพบเจอบุคคลที่ไม่รู้จัก ทั้งนี้ต้องอาศัยปฏิภาณไหวพริบที่เราได้เรียนรู้มาแล้วในสถาบัน การทัศนศึกษาและการออกไปเผชิญกับสถานการณ์จริงภายนอกสถาบันนั้น เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดีเยี่ยม เพราะเราต้องเรียนรู้ที่ต้องแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยไม่มีใครคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ แต่สิ่งสำคัญก่อนที่เราจะออกสู่ภายนอกคือ การเรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรม ศึกษาธรรมเนียมต่างๆ มารยาททางสังคม ความเชื่อ การเมืองการปกครอง หรือแม้แต่โครงสร้างทางเศรษฐกิจ ฟังดูแล้วค่อนข้างมากแต่เราก็สามารถเรียนได้ด้วยการดู การฟัง การสังเกต รู้ภาษา รู้ทุกอย่าง เมื่อเรารู้รอบ ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียนคิดวิเคราะห์ เมื่อพบเจอเรื่องใด ก็สามารถใช้วิชาที่เรียนมาได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด เห็นมั้ยครับ เมื่อรู้ภาษาก็เท่ากับเปิดประตูไปสู่การเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของจีนได้อย่างสนุกนานเบิกบาน


จัตุรัสเทียนอันเหมิน

 

 

 

OKLS ขอขอบคุณคุณหนึ่ง – อ.ฉัตรวัชระ เสนะบุตร์ที่เขียนบันทึกและถ่ายภาพประสบการณ์จากการร่วมโครงการ “เรียนรู้ภาษาและทัศนศึกษา” ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ ๓๑ มี.ค.- ๒๐ เม.ย. ๕๔  ขอบคุณมากค่ะ