คำถามที่ถูกถามบ่อย

1 : ภาษาจีนเรียนยากไหม ?

ตอบ : เรียนไม่ยาก ไวยากรณ์ภาษาจีนและภาษาไทยมีส่วนคล้ายกันมาก เนื่องจากต่างก็เป็นคำโดด เพียงนำคำแต่ละคำมาต่อกันเป็นประโยคโดยไม่ต้องมีการผันรูป ทำให้ง่ายในการจดจำ ส่วนที่ยากคือ ตัวอักษรจีน ปัจจุบันตัวอักษรที่ใช้บ่อยมีประมาณ 3,000 ตัว อย่างไรก็ตามอักษรแต่ละตัวจะมีรากคำ ทำให้สามารถจดจำตัวอักษรเป็นหมวดหมู่ ซึ่งง่ายต่อการจดจำมากขึ้น ทั้งนี้ การสอนภาษาจีนของ OKLS จะสอนทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน ไปพร้อมๆกัน

2 : เรียนนานแค่ไหนถึงจะใช้สนทนาได้ ?
ตอบ : เนื้อหาในบทเรียนแต่ละบทจะเป็นบทสนทนา เมื่อเรียนจบแต่ละบท ผู้เรียนสามารถสนทนาโต้ตอบตามเนื้อหาในบทเรียนได้ แต่การจะสนทนาเบื้องต้นได้นั้น จะต้องรู้คำศัพท์พื้นฐาน 500 คำเป็นอย่างน้อย ซึ่งในแต่ละคอร์สจะเรียนคำศัพท์ใหม่ประมาณ 150 ตัว จึงต้องเรียน 3-4 คอร์ส จึงจะรู้ศัพท์พื้นฐานครบ และใช้สนทนาได้ในชีวิตประจำวัน

3. ระบบใหม่-ระบบเก่า ตัวเต็ม-ตัวย่อ แตกต่างกันอย่างไร?
ตอบ : การเรียนอ่านออกเสียงโดยใช้ตัวอักษรภาษาละติน หรือ pin yin และการเรียนตัวเขียนแบบตัวย่อ เป็นระบบใหม่ที่ใช้ในสาธารณรัฐประชาชนจีนมาแล้วกว่า 50 ปี และใช้กันในระดับสากล เนื่องจากง่ายต่อการเรียนรู้กว่าระบบเก่า ส่วน zhu yin และการเรียนตัวเขียนแบบตัวเต็ม เป็นระบบที่ปัจจุบันใช้ในไต้หวันและอีกเพียงบางประเทศเท่านั้น
ในประเทศไทย หนังสือพิมพ์จีนยังเป็นตัวเต็ม แต่ตำราเรียนภาษาจีนทั่วไปตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมหาวิทยาลัยต่างใช้ตัวย่อ OKLS สอนแบบตัวย่อ และใช้ pin yin เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศอื่นๆทั่วโลก

4. เรียนสนทนาอย่างเดียวโดยไม่เรียนเขียนได้หรือไม่?
ตอบ : ได้ แต่ในระยะยาวจะเสียเวลา เนื่องจากต้องกลับมาเรียนเขียนใหม่ ด้วยเสียงในภาษาจีนมีเพียง 400 กว่าเสียง จากอักษรที่ใช้บ่อยประมาณ 3,000 ตัว จะเห็นได้ว่ามีตัวอักษรที่เสียงซ้ำกันเป็นจำนวนมาก การไม่รู้อักษรจีนนั้นทำให้ยากที่จะแยกแยะว่า เสียงที่พูดนั้นคือคำไหนและมีความหมายอย่างไร

5. อาจารย์ของ OKLS เป็นคนไทยหรือคนจีน?
ตอบ : มีทั้งคนจีนและคนไทย แต่ไม่ว่าจะเป็นคนจีนหรือคนไทย ทุกคนมีความเชี่ยวชาญในการสอนและผ่านการฝึกอบรมและทดสอบจาก OKLS แล้ว นอกจากนี้ยังมีการประเมินผลอาจารย์อยู่เสมอ จึงวางใจได้ในเรื่องคุณภาพ

6. เหตุใดค่าเล่าเรียนของ OKLS จึงสูงกว่าโรงเรียนภาษาจีนบางแห่ง?
ตอบ : เนื่องจากคุณภาพที่แตกต่างทั้งในด้านหลักสูตร คณาจารย์ การบริการ ฯลฯ โดย OKLS มีนโยบายคุณภาพที่ต้องการจำกัดจำนวนนักเรียนในหนึ่งห้องให้อยู่ภายใน 10-15 คน เพื่อให้อาจารย์ดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่และทั่วถึง จึงไม่สามารถสอนเป็นชั้นเรียนขนาดใหญ่ได้ ฉะนั้น ต้นทุนจึงสูงกว่า นอกจากนี้ OKLS ยังมีต้นทุนอื่นๆที่สูงกว่ามาก เช่น ไม่ว่าจะเป็นระบบการบริการ ค่าลิขสิทธิ์ในการแปลแบบเรียนภาษาจีนเป็นภาษาไทยที่ OKLS เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ OKLS จึงไม่มีนโยบายในการแข่งขันด้านราคากับสถาบันอื่นๆ แต่นักเรียนที่มาเรียนสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับ “ของดีในราคาที่เหมาะสม” อย่างแน่นอน

7. ภาษาจีน-ภาษาญี่ปุ่น อะไรยากกว่ากัน?
ตอบ : สำหรับคนไทย ภาษาญี่ปุ่นจะยากกว่ามาก อันเนื่องมาจากโครงสร้างไวยากรณ์ที่ซับซ้อนและแตกต่างจากภาษาไทย หลักสูตรภาษาญี่ปุ่นของ OKLS จึงปูพื้นด้วยการฟัง พูด อ่านออกเสียง และทำความเข้าใจโครงสร้างไวยากรณ์เสียก่อนก่อนที่จะสอนตัวเขียน เพื่อพื้นฐานในการเรียนรู้ที่ถูกต้อง

8. อาจารย์ภาษาญี่ปุ่นเป็นคนไทยหรือคนญี่ปุ่น?
ตอบ : ในแต่ละคอร์ส นักเรียนของ OKLS จะได้เรียนกับทั้งอาจารย์คนไทยและคนญี่ปุ่น โดยอาจารย์ญี่ปุ่นจะสอนสนทนา เนื่องจากเจ้าของภาษาจะเชี่ยวชาญกว่า ในขณะที่อาจารย์ไทยจะสอนไวยากรณ์ ทั้งนี้เพราะไวยากรณ์ญี่ปุ่นค่อนข้างซับซ้อน จึงจำเป็นต้องอธิบายเป็นภาษาไทยโดยอาจารย์คนไทย เพื่อความเข้าใจที่ดีกว่า

9. กู่เจิงเล่นยากหรือไม่? หาซื้อเครื่องได้จากที่ไหน?
ตอบ : กู่เจิงเป็นดนตรีที่เล่นไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานทางดนตรีมาก่อนก็สามารถเล่นได้ หากขยันฝึกซ้อมก็จะพัฒนาฝีมือได้เร็ว โดยนักเรียนสามารถติดต่อซื้อเครื่องกู่เจิงได้จากอาจารย์ที่สอน