::  สำนักพิมพ์ชวนอ่าน

: chuan.an.publishing@gmail.com

โจวเอินไหล
(周恩来ค.ศ.1898 - ค.ศ.1976)


    โจวเอินไหล เป็นชาวหฺวายอัน มณฑลเจียงซู มีอีกชื่อหนึ่งว่าเสียงหฺยี (翔宇)
ท่านเป็น ‘นักลัทธิมาร์กซ’ นักปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นนักเคลื่อน
ไหวทางการเมืองผู้มีชื่อเสียงด้วย

    ค.ศ.1913 เข้าโรงเรียนหนานไคเทียนสิน ต่อไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่น ค.ศ.1919
เดินทางกลับประเทศ และนำการเคลื่อนไหวรักชาติ ‘4 พฤษภาคม’ ในวงการนักเรียน
นักศึกษาเทียนสินร่วมกับกฺวอหลงเจินและคนอื่นๆ ค.ศ.1920 เดินทางไปฝรั่งเศส
โดยถือโอกาสเรียนไปพลาง ทำงานไปพลาง ค.ศ.1921 เข้าร่วมองค์การจัดตั้งลัทธิ
คอมมิวนิสต์ ค.ศ.1922 เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเป็นทางการ โดยผ่าน
การอนุมัติของคณะกรรมการกลาง แล้วก็ได้รับตำแหน่งเป็นเลขาธิการสันนิบาตเยาวชน
สังคมนิยมจีนสาขายุโรป และผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนสาขายุโรป 

    ค.ศ.1924 ฤดูใบไม้ร่วง โจวเอินไหลก็เดินทางกลับประเทศมาดำรงตำแหน่ง
กรรมการในคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนเขตมณฑลกวางตุ้งและกวางสี
นอกจากนั้นยังเป็นหัวหน้าฝ่ายการเมืองของโรงเรียนการทหารหฺวางผู่มณฑลกวางตุ้ง
และตำแหน่งอื่นๆ ด้วย ค.ศ.1927 ได้นำกรรมกรเซี่ยงไฮ้ลุกขึ้นสู้ด้วยกำลังอาวุธ
ครั้งที่ 3 ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันโจวเอินไหลกับเฮ่อหลง เย่ถิ่ง จูเต๋อ หลิวโป๋เฉิง
และคนอื่นๆ ได้นำการลุกขึ้นสู้ที่หนานชาง เพื่อกอบกู้สถานการณ์ปฏิวัติให้พ้นจาก
อันตราย ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1931 ได้เดินทางไปสู่ฐานที่มั่นส่วนกลางและดำรง
ตำแหน่งเลขาธิการองค์การกลางแห่งเขตโซเวียตจีนส่วนกลาง ในฤดูใบไม้ผลิ
ค.ศ.1933 โจวเอินไหลกับจูเต๋อ ได้ร่วมกันบัญชาการต่อต้าน ‘การล้อมปราบ’ ของ
กองทัพก๊กมิ่นตั๋งครั้งที่ 4 จนได้รับชัยชนะอย่างงดงาม 

     ค.ศ.1934 ท่านได้ร่วมเดินทัพทางไกล ในที่ประชุมจุนอี้ระหว่างเดือนมกราคม
ค.ศ.1935 ท่านได้สนับสนุนความคิดเห็นที่ถูกต้องของเหมาเจ๋อตง หลังจากการ
ประชุมคราวนี้ โจวเอินไหลกับเหมาเจ๋อตงและหวังเจียเสียงได้ร่วมกันตั้งหน่วยจัดตั้ง
ทางการทหารขึ้น แล้วนำกองทัพแดงบดขยี้กองทัพก๊กมิ่นตั๋งที่ยกมาล้อมปราบจน
แตกพ่ายย่อยยับไป และสามารถเคลื่อนกำลังออกเดินทัพทางไกลเป็นผลสำเร็จ 
ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1936 โจวเอินไหลเป็นตัวแทนพรรคฯ ผู้มีอำนาจเต็มได้แก้ไข
กรณีซีอันเป็นผลสำเร็จ ซึ่งเป็นการผลักดันแนวร่วมประชาชาติต่อต้านญี่ปุ่นให้ก่อตัวขึ้น

     ระหว่างสงครามต่อต้านญี่ปุ่นเป็นหัวหน้าคณะของพรรคฯ ไปประจำอยู่นานกิง เพื่อ
ทำงานสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คืองานแนวร่วมในเขตปกครองของก๊กมิ่นตั๋ง ที่ต้องดำเนิน
การคัดค้านนโยบายประนีประนอมอ่อนข้อต่อข้าศึกของเจียงไคเช็ค และยืนหยัดต่อสู้
อย่างเด็ดเดี่ยว ขณะเดียวกันก็สามัคคีกับบุคคลผู้รักชาติทุกพรรคทุกฝ่าย

     หลังจากได้รับชัยชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นแล้ว ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1945
 โจวเอินไหลได้ร่วมเดินทางไปจุงกิงกับเหมาเจ๋อตงเพื่อเจรจากับฝ่ายเจียงไคเช็คและ
ผู้แทนสหรัฐอเมริกา การเจรจาครั้งนั้นได้ทำสนธิสัญญา "10 ตุลาคม" ร่วมกัน แต่
หลังจากนั้นไม่นานฝ่ายเจียงไคเช็คก็ได้ละเมิดสนธิสัญญาโดยก่อสงครามภายในขึ้น
 
     ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1946 โจวเอินไหลจึงเดินทางออกจากนานกิง กลับสู่
เยนอันและได้รับตำแหน่งใหม่ของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ในสงครามปลดแอก
ประชาชนจีน  โจวเอินไหลได้เข้าร่วมบัญชาการรบที่สำคัญมาหลายครั้ง

     หลังจากสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่ค.ศ.1949 โจวเอินไหลได้ดำรง
ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด ขณะเดียวกันยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการต่างประเทศด้วย ส่วนทางด้านการทหาร ได้ดำรงตำแหน่งรองประธาน
คณะกรรมการการทหารแห่งศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน  นอกจากนี้ยังมีตำแหน่ง
ระดับสูงในสมัชชาที่ปรึกษาการเมือง สมัชชาผู้แทนทั่วประเทศและสมัชชาผู้แทนพรรค
คอมมิวนิสต์จีนทุกสมัย

     ทางด้านการต่างประเทศท่านได้ยืนหยัดดำเนินตามนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์
จีนอย่างเป็นผลดี เช่น ค.ศ.1954 ได้ร่วมเสนอหลักการ 5 ประการแห่งการอยู่ร่วมกัน
โดยสันติ ซึ่งเป็นหลักการปฏิบัติที่ส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก ในเดือนเมษายน ค.ศ.1955
ได้นำคณะผู้แทนรัฐบาลจีนไปร่วมประชุมที่บันดง ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นการประชุม
กลุ่มประเทศเอเซียอัฟริกาครั้งแรก ในการชูธงแห่ง ความสามัคคี คัดค้านจักวรรดินิยม
และอื่นๆ
 
     ระหว่าง ‘การปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม’ โจวเอินไหลได้ยืนหยัดต่อสู้กับ ‘แก๊งสี่คน’
และกลุ่มปฏิปักษ์ปฏิวัติหลินเปียวอย่างเด็ดเดี่ยว จนประสบกับความยากลำบากและล้ม
เจ็บลง อาการป่วยทรุดหนักลงเรื่อยๆ ในที่สุดก็ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 8 มกราคม
ค.ศ.1976 ณ กรุงปักกิ่ง 

ผลงานนิพนธ์ของท่านคือ ‘สรรนิพนธ์โจวเอินไหล’